ห้องปฏิบัติการ Digital Pound ของธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England’s Digital Pound Lab) อยู่ระหว่างทดสอบว่ารูปแบบเงินดิจิทัลภาครัฐในอนาคตอย่าง “ปอนด์ดิจิทัล” สามารถทำงานร่วมกับสเตเบิลคอยน์ในเวิร์กโฟลว์เดียวกันด้านการค้าระหว่างประเทศได้หรือไม่ ซึ่งอาจเป็นต้นแบบการอยู่ร่วมกันของ “เงินดิจิทัลภาครัฐ” และ “เงินดิจิทัลภาคเอกชน” ในการชำระเงินธุรกิจข้ามพรมแดน
บริษัท NOBO Finance, Dun & Bradstreet และ Polygon Labs ถูกคัดเลือกเข้าร่วมโครงการในเฟสที่ 2 ของห้องปฏิบัติการ ตามแถลงการณ์ร่วมของทั้งสามบริษัท
การทดสอบอยู่ในสภาพแวดล้อมจำลอง ไม่เกี่ยวข้องกับลูกค้าจริงหรือเงินจริง แต่ถูกออกแบบมาเพื่อพิสูจน์แนวทางโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินในอนาคต และการเชื่อมต่อกันระหว่างระบบต่าง ๆ อย่างปลอดภัยภายใต้การควบคุม
โครงการนำร่องนี้มุ่งเป้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสินเชื่อการค้าสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (SME trade finance) ซึ่งการทำธุรกรรมข้ามแดนยังต้องพึ่งพาการตรวจสอบแบบแยกส่วน การตรวจเช็คเอกสารด้วยมือ และกระบวนการชำระเงินที่ใช้เวลาหลายวัน สำหรับเอสเอ็มอี ความล่าช้าเช่นนี้ทำให้เงินทุนหมุนเวียนติดค้างระหว่างช่วงส่งมอบสินค้าไปจนกว่าจะได้รับชำระเงิน
ทดสอบสเตเบิลคอยน์และปอนด์ดิจิทัลบนเวิร์กโฟลว์เดียว
แกนหลักของการทดสอบคือเวิร์กโฟลว์ “แฟกเตอริงใบแจ้งหนี้” ที่มีการค้ำด้วยใบตราส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (electronic bill of lading-backed invoice factoring) พร้อมระบบชำระเงินหลายราง (multi-rail settlement) ภายใต้โครงสร้างที่เสนอ ผู้ส่งออกจะได้รับเงินล่วงหน้าผ่านรางสเตเบิลคอยน์ ขณะที่ผู้นำเข้าฝั่งสหราชอาณาจักรจะชำระยอดสุดท้ายด้วยปอนด์ดิจิทัล
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนว่าปอนด์ดิจิทัลถูกออกแบบให้เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบการเงินที่กว้างขึ้น แทนที่จะเข้ามาแทนที่สเตเบิลคอยน์โดยตรง โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารูปแบบเงินดิจิทัลหลากหลายประเภทจำเป็นต้องเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้
Polygon Labs ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานผ่านชุดเทคโนโลยี Open Money Stack ครอบคลุมการแปลงเงินตราแบบดั้งเดิมเป็นสเตเบิลคอยน์ การฝังวอลเล็ตในบริการต่าง ๆ การชำระด้วยสเตเบิลคอยน์ และเครื่องมือสมาร์ตคอนแทรกต์ ขณะที่ NOBO รับผิดชอบเวิร์กโฟลว์ด้านสินเชื่อการค้า ส่วน Dun & Bradstreet นำเสนอข้อมูลตัวตนธุรกิจและข้อมูลความเสี่ยง
“ถ้าเงินดิจิทัลจะกลายเป็นกลไกขับเคลื่อนการค้าของโลก รูปแบบต่าง ๆ ของมันต้องทำงานร่วมกันได้ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งเงินธนาคารกลางและสเตเบิลคอยน์” Marc Boiron ซีอีโอ Polygon Labs กล่าว “การทดลองนี้ทดสอบโจทย์นั้นตรง ๆ คือผู้ส่งออกได้รับชำระทันทีด้วยสเตเบิลคอยน์ ขณะที่ผู้นำเข้าชำระด้วยปอนด์ดิจิทัล ในเวิร์กโฟลว์เดียวกัน”
อ่านเพิ่มเติม: ราคาหุ้น CoreWeave พุ่ง 11% หลังรายได้ไตรมาส 2 ทะยานสองเท่าจากกระแส AI
ทดสอบ “ตัวตนสินเชื่อเอสเอ็มอี” เป็นหัวข้อที่สอง
กลุ่มพันธมิตรยังเตรียมทดสอบ “SME Bankable Profile” นำโดย NOBO ร่วมกับ Dun & Bradstreet และ Polygon Labs โปรไฟล์นี้ผสานสัญญาณธุรกรรมจากวอลเล็ต (ภายใต้การยินยอมของเจ้าของ) เข้ากับข้อมูล open finance และข้อมูลเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้าง “ผลลัพธ์ด้านเครดิต” ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
เป้าหมายคือการลดการตรวจสอบซ้ำซ้อนในสินเชื่อการค้า และสร้าง “ตัวตนทางการเงิน” ให้เอสเอ็มอีที่สามารถติดตามไปได้ข้ามผู้ให้กู้และข้ามตลาด
“การทำให้สินเชื่อการค้าของเอสเอ็มอีไหลลื่นขึ้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่น ซึ่งเริ่มจากข้อมูลตัวตนธุรกิจและข้อมูลความเสี่ยงที่เชื่อถือได้” Sara de la Torre หัวหน้าฝ่ายบริการการเงินของ Dun & Bradstreet กล่าว
เงินดิจิทัลรุกสู่สินเชื่อการค้า
ในเฟสที่ 1 NOBO เคยสาธิตการชำระแบบเอสโครว์ B2B แบบมีเงื่อนไข ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเวิร์กโฟลว์ด้านการค้าระหว่างประเทศแล้ว เฟสที่ 2 นี้ขยายผลไปสู่ “ชั้นโครงสร้างการชำระเงินและตัวตน” แบบครบวงจร
“โดยธรรมชาติแล้ว สินเชื่อการค้าเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย แต่เวิร์กโฟลว์ ข้อมูล และเส้นทางการชำระเงินกลับยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างราบรื่น” Ayo Ojerinola ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ NOBO Finance กล่าว
การทดสอบครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าธนาคารกลางอังกฤษตัดสินใจเดินหน้าออกปอนด์ดิจิทัลแล้ว และไม่ได้หมายความว่า Polygon เป็นผู้สร้างสกุลเงินนั้น ห้องปฏิบัติการกำลังทดสอบเพียงว่า ระบบชำระปอนด์ดิจิทัล รางสเตเบิลคอยน์ และตัวตนธุรกิจที่เชื่อถือได้ สามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ ในกรณีใช้งานทางธุรกิจจริงที่ปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินและการเข้าถึงเครดิตที่จำกัดยังเป็นอุปสรรคสำคัญของเอสเอ็มอี
อ่านต่อ: Monad ทุบสถิติ TVL แตะ 868 ล้านดอลลาร์ แต่ดีมานด์เหรียญ MON ยังซบเซา





