Ledger ออกโรงปฏิเสธเสียงแข็ง หลังคู่แข่งอย่าง OneKey อ้างว่าสามารถจำลองการโจมตีแบบสลับธุรกรรม (transaction‑swapping) บนแอป Ethereum (ETH) เวอร์ชัน 1.22.1 ซึ่งถูกแพตช์ไปก่อนหน้านี้ราวสองสัปดาห์
ประเด็นสำคัญ
- ทีมความปลอดภัย Anzen ของ OneKey จำลองการโจมตีแบบ “เปลี่ยนธุรกรรม” กับแอป Ethereum ของ Ledger เวอร์ชัน 1.22.1 ได้สำเร็จในห้องแล็บ
- Ledger ระบุว่าช่องโหว่พื้นฐานถูกแก้แล้วในแอป Ethereum เวอร์ชัน 1.22.2 ตั้งแต่ 13 ส.ค. และไม่พบหลักฐานถูกใช้เล่นงานผู้ใช้จริง
- ปัจจุบันบริษัทแนะนำให้ลูกค้าอัปเดตเป็นแอป Ethereum เวอร์ชัน 1.22.3 ขึ้นไป พร้อมตรวจสอบเวอร์ชันบนตัวอุปกรณ์ทุกครั้ง
Ledger ปฏิเสธคำอ้างแฮ็กของ OneKey
อี้ฉือ หวัง (Yishi Wang) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ OneKey โพสต์ บน X เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่าทีมความปลอดภัย Anzen ของบริษัทสามารถรันการโจมตีแบบครบขั้นตอนในสภาพแวดล้อมห้องแล็บได้สำเร็จ เขาอธิบายว่าบั๊กดังกล่าวเป็น “race condition” ระหว่างการแสดงผลรายละเอียดธุรกรรมบนหน้าจอ กับบัฟเฟอร์ธุรกรรมจริงภายในตัวอุปกรณ์ ทำให้วิศวกรของเขาต้องย้อนคอมไพล์แอปเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบขึ้นมาใหม่ เพื่อจำลองลำดับการโจมตีได้ครบถ้วน
ด้าน Ledger ก็ได้ออกบูลเลติน อธิบาย ปัญหาเดียวกันในวันเดียวกัน โดยเรียกตรง ๆ ว่าเป็น race condition เช่นกัน กล่าวคือ อุปกรณ์ที่รันแอปเวอร์ชันที่มีปัญหาอาจแสดงรายละเอียดธุรกรรมชุดหนึ่งบนหน้าจอ แต่กลับสร้างลายเซ็นที่ผูกกับรายละเอียดคนละชุดอย่างเงียบ ๆ
อ่านเพิ่มเติม: อีเธอเรียมทดสอบแนวต้านสำคัญ 2,500 ดอลลาร์ ความเสี่ยงย่อตัวเริ่มสูงขึ้น
ซีทีโอ Charles Guillemet โต้ framing ว่าเป็น “การแฮ็ก”
ชาร์ลส์ กีย์เมต์ (Charles Guillemet) ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของ Ledger มองว่าการสาธิตของ OneKey เป็นเพียง “การทดสอบในห้องแล็บ” ไม่ใช่การค้นพบช่องโหว่ใหม่
เขาให้เหตุผลผ่านบทสัมภาษณ์กับสื่อ ชี้ ว่า การนำบั๊กที่ถูกแพตช์ไปแล้วหลายสัปดาห์มาทดลองทำซ้ำ ไม่อาจนับเป็นการแฮ็กบริษัทหรือผู้ใช้ได้ การจะโจมตีผู้ใช้จริง จำเป็นต้องมีผู้ไม่หวังดีควบคุมช่องทางเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์กับคอมพิวเตอร์โฮสต์อยู่ก่อน ไม่ว่าจะผ่านมัลแวร์ แอปวอลเล็ตที่ถูกฝังโค้ดอันตราย หรือเว็บเพจมุ่งร้าย ทั้งนี้ ช่องโหว่ดังกล่าวไม่เคยทำให้ seed phrase หรือกุญแจส่วนตัวในชิปนิรภัยรั่วไหลออกมา แต่จำกัดอยู่แค่การสับเปลี่ยน “พารามิเตอร์ธุรกรรม” ที่อุปกรณ์ลงลายเซ็นให้เท่านั้น
Ledger ย้ำ ว่าไม่พบหลักฐานใด ๆ ในเชิงนิติวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่ามีการนำช่องโหว่นี้ไปใช้เล่นงานลูกค้าจริงในภาคสนาม และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีกองทุนที่หายไปใด ๆ ถูกโยงกลับมาที่บั๊กนี้ได้เลย ทีมวิจัย Donjon ของบริษัทชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการที่ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตต้องรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ เพราะหากอุปกรณ์ไม่สามารถแพตช์จากระยะไกลได้ ก็เท่ากับไม่สามารถซ่อมแซมช่องโหว่ได้เลย
เส้นเวลาแพตช์แอป Ethereum ของ Ledger
จากบันทึกภายใน Ledger ระบุ ว่าสาเหตุของบั๊กมีต้นตอจากการถอยกลับของโค้ด (regression) ตั้งแต่ช่วงสิงหาคม 2025 และแพร่กระจายไปยังทุกรีลีสของ Secure SDK จนถึงเวอร์ชัน 26.6.0 ที่ปล่อยเมื่อ 11 ส.ค. มาตรการอุดช่องโหว่ระดับแอปพลิเคชันถูกปล่อยออกมาก่อนในแอป Ethereum เวอร์ชัน 1.22.2 เมื่อวันที่ 13 ส.ค. โดยถือว่าเร็วกว่าการสาธิตของผู้ผลิตวอลเล็ตคู่แข่งราวสองสัปดาห์
หลังจากนั้นบริษัทได้ออก Secure SDK 26.6.1 เมื่อ 21 ส.ค. ก่อนรีบิลด์แอปทั้งหมดบน SDK ใหม่ และออกบูลเลตินอย่างเป็นทางการเมื่อ 27 ส.ค. พร้อมย้ำให้ผู้ใช้อัปเดตเป็นเวอร์ชัน 1.22.3 ขึ้นไปโดยด่วน
เหตุปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ หลังมีข่าวแฮ็กเกอร์เริ่มดูดเหรียญ Bitcoin (BTC) ออกจากวอลเล็ต Coldcard ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ค. โดยฉวยใช้ช่องโหว่เฟิร์มแวร์ที่ฝังรากมาตั้งแต่มีนาคม 2021 ซึ่งบั่นทอนคุณภาพการสร้าง seed phrase ของอุปกรณ์เหล่านั้น กีย์เมต์เคยออกมาเตือนในตอนนั้นว่ากรณีดังกล่าวเป็นสัญญาณอันตรายต่อทั้งอุตสาหกรรม เพราะโมเดลความปลอดภัยของฮาร์ดแวร์วอลเล็ต “อยู่หรือตาย” ที่คุณภาพของระบบสุ่มตัวเลขเป็นหลัก
อ่านต่อ: Solana จะยืน 105 ดอลลาร์ได้หรือไม่? ผลโหวตของวาลิเดเตอร์อาจเป็นตัวชี้ขาด





