การซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สขนาดใหญ่ผิดปกติที่เกิดขึ้นไม่กี่นาทีก่อนการประกาศด้านภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญ ได้จุดชนวนข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน หลังจากผู้เข้าร่วมตลาดชี้ให้เห็นถึงจังหวะเวลาและขนาดการเทรด ที่ดูเหมือนจะสอดคล้องอย่างใกล้ชิดกับ aligned with U.S. policy developments.
ตาม data ที่แชร์โดยบัญชีติดตามตลาด unusual_whales มีการซื้อสัญญาฟิวเจอร์ส S&P 500 ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มีการขายฟิวเจอร์สน้ำมันราว 192 ล้านดอลลาร์ เพียงห้านาทีก่อนที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศหยุดการโจมตีอิหร่าน
มีรายงานว่าการซื้อขายครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าคำสั่งซื้อปกติในช่วงเวลานั้นราวสี่ถึงหกเท่า
ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่าการซื้อขายได้รับข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ เนื่องจากปฏิกิริยาทันทีของตลาดที่ตามมา
ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้กำไรจากสถานะที่เปิดไว้ก่อนหน้าชั่วครู่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
จังหวะการเทรดจุดประเด็นกังวลเรื่องข้อมูลวงใน
ความใกล้เคียงกันของจังหวะการซื้อขายกับการประกาศได้ดึงดูดความสนใจจากผู้สังเกตการณ์ตลาด ซึ่งระบุว่าความแม่นยำของการวางตำแหน่งสะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบาย
การซื้อขายที่ถูกรายงานนี้คาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดทั้งสองด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยซื้อหุ้นซึ่งคาดว่าจะพุ่งขึ้นจากสถานการณ์ผ่อนคลายความตึงเครียด และขายน้ำมันล่วงหน้าก่อนราคาจะร่วงลงจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง
Also Read: Larry Fink Says Tokenization Is Where The Internet Was In 1996
แม้จะยังไม่มีข้อสรุปจากหน่วยงานกำกับดูแล แต่ขนาดและจังหวะเวลาของกิจกรรมดังกล่าวก็ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคำนึงถึงความอ่อนไหวของข้อมูลด้านภูมิรัฐศาสตร์
ปฏิกิริยาบนโซเชียลมีเดียสะท้อนความไม่พอใจของสาธารณชน
ปฏิกิริยาออนไลน์ต่อการซื้อขายครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีน้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยผู้ใช้จำนวนมากตั้งคำถามว่ากิจกรรมดังกล่าวจะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานกำกับดูแลอย่างจริงจังหรือไม่
ผู้แสดงความคิดเห็นหลายรายชี้ไปที่ช่วงเวลาห่างกันเพียงห้านาทีระหว่างการซื้อขายกับการประกาศ ว่าเป็นหลักฐานของความเป็นไปได้ในการรั่วไหลของข้อมูล
คนอื่น ๆ อธิบายว่ากิจกรรมนี้เป็นการ “วิ่งตัดหน้า” แถลงการณ์ของประธานาธิบดี โดยโต้แย้งว่าพฤติกรรมลักษณะนี้โดยทั่วไปควรทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายในบริบทอื่น
ผู้ใช้บางรายเปรียบเทียบขนาดของการซื้อขายครั้งนี้กับวิธีที่การกระทำผิดของนักลงทุนรายย่อยขนาดเล็กมักถูกปฏิบัติ ชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ถึงมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายที่แตกต่างกัน
เสียงเรียกร้องให้มีการสอบสวนจากหน่วยงานกำกับดูแล รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ (SEC) ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังจุดประเด็นกังวลในวงกว้างอีกครั้งเกี่ยวกับความโปร่งใสและความเป็นธรรมในตลาดการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการซื้อขายดูเหมือนจะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับการตัดสินใจของภาครัฐ ที่สามารถขยับราคาในตลาดสินทรัพย์ทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
Read Next: Core Scientific Raises $1B From JPMorgan, Morgan Stanley For AI Pivot






